สรุปการเสวนาอาหารพื้นเมืองภูเก็ต052

โครงการ “จิบน้ำชาเสวนา” เรื่อง “อาหารพื้นเมือง จังหวัดภูเก็ต”
รายวิชา Knowledge Management

เรียบเรียงโดย นายอังสอรี  หมัดสะหริ 5230212052 สาขา ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ปี 3

อาหารพื้นเมืองภูเก็ตส่วนใหญ่จะได้รับการผสมผสานทางวัฒนธรรม ของชาวเมืองและชาวจีน ดังนั้นกาหารภูเก็ตจึงมีรสจัด แบบอาหารใต้ทั่วไป แต่มีกลิ่นอายความเป็นจีน ผสมอยู่ เพราะชาวจีน เป็นชนกลุ่มใหญที่สุดในภูเก็ต และอาหารบางชนิดก็ได้รับวัฒนธรรมมาจากปีนัง

อาหารพื้นเมืองภูเก็ตส่วนใหญ่แล้วชาวเมืองจะกินกันแบบธรรมชาติ หาของกินตามธรรมชาติทั้วไปไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แต่อาจจะเกิดจากการท่องเที่ยวที่ทำให้อาหารพื้นเมืองภูเก็ตเป็นที่รู้จักมาขึ้น เพิ่มมูลค่าให้กับอาหารช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวพื้นเมืองภูเก็ต

เมื่อก่อนชาวเมืองภูเก็ต กินง่าย หุงง่าย เช่น ข้าวต้มกับมันเทศ ฝักที่มีอยู่แล้วผสมผสานกัน ส่วนใหญ่จะเป็นปลา อาหารทะเล

อาหารพื้นเมืองภูเก็ต มี 2 ส่วน ได้แก่

  • อาหารพวกของคาว
  • อาหารพวกขนมหวาน

อาหารพวกของคาว ได้แก่
อาหารคนไทยภูเก็ต และ อาหารคนจีนภูเก็ต (ฮกเกี้ยน)
สมัยก่อนอาหารในภูเก็ตจะเป็นประเภทพวกผัก ที่คนจีนนำมาจากเมืองจีนและส่วนใหญ่มักจะเป็นประเภทพวกปลา อาหารทะเล และแป้ง เช่น เส้นหมี่  เส้นขนมจีน และหมู เพราะคนจีนชอบทานหมู
หมี่ฮกเกี้ยน เป็นเส้นหมี่เหลืองเส้นใหญ่นำมาผัดซีอิ้ว
โอตาว ใช้หอยนางรม ผัดกับแป้ง เผือก และไข่
โลบะ    เป็นเครื่องในหมูปรุงกับ เครื่องพะโล้ นำมาทอดรับประทานกับ เต้าหู้ทอดราดน้ำจิ้ม

ขนมหวาน มี 2 ประเภท คือ
ขนมหวานที่ใช้ในประเพณี และ ขนมหวานที่ทานกับกาแฟ เพราะ ประเทศจีนรับวัฒนธรรมจากฝรั่ง  เช่น
ขนมเต่า เป็นขนมที่ส่วนมากจะใช้ในงานพิธี เช่น สาร์ทจีน เทศกาลหรือประเพณีต่างๆในจังหวัดภูเก็ต  ขนมเต่าจะมีรูปร่างลักษณะคล้ายเต่า โดยในการทำขนมเต่านั้น จะเริ่มโดยการนำแป้งขนมเต่ามา แล้วนำไปใส่ไส้ที่เตรียมไว้ (ไส้ข้างในจะทำจากถั่วเหลือง)เมื่อใส่ไส้เข้าไปในแป้งแล้ว ก็จะมีการปั้นแป้งให้มีลักษณะคล้ายกลมๆรีๆ หลังจากนั้นนำไปกดในแป้นพิมพ์ที่เตรียมไว้ โดยที่ก่อนจะนำแป้งไปกดในแป้นพิมพ์ ในแป้นพิมพ์นั้นจะต้องใส่แป้งมันเข้าไปก่อน เพื่อที่จะให้แป้งติดกับแป้นพิมพ์ เมื่อนำแป้นออกมาจะมีรูปทรงที่คล้ายกับเต่า หลังจากนั้นก็นำแป้งไปวางไว้บนใบตองที่มีขนาดพอๆกับแป้ง แล้วนำไปนึ่ง จะได้ขนมเต่าออกมา ส่วนใหญ่จะใช้ไหว้ทุกวันขึ้น 1 ค่ำ กับ 15 ค่ำ คู่กับขนมถ้วยฟู แสดงถึง ความเจริญรุ่งเรือง และทานเป็นอาหารเช้า แสดงถึง อายุยั่งยืนนาน อยู่ดีมีสุข สุขภาพดี โชคดีตลอดกาล เป็นอาหารประจำวันได้  ขนมเต่าในปัจจุบันจะใช้เขียนแทนคำว่า ซ่อ ด้วยภาษาไทย เช่น โชคดี , สมหวัง , นำโชค เป็นต้น
โอ๊ะเอ๋ว เป็นอาหารชนิดของหวานเหมือนวุ้นแต่ไม่ใช่วุ้น มีส่วนผสมหลัก คือ เมล็ดโอ๊ะเอ๋วกับกล้วยน้ำว้าสุกซึ่งเขาใช้เพียงน้ำกล้วยกับเมือกของเมล็ดโอ๊ะเอ๋วเท่านั้น แล้วใส่เจี่ยกอเพื่อให้โอ๊ะเอ๋วเกาะตัวเป็นก้อน และโอ๊ะเอ๋วมีสรรพคุณช่วยแก้อาการร้อนในอีกด้วย

ผลกระทบต่ออาหารพื้นเมืองภูเก็ต

  • ในทางที่ดี อาหารพื้นเมืองกลายเป็นอาการแปลกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว อาหารเรียกแขก
    เช่น ขนมจีน ราคาขึ้น 35 -40 บาท
    หมี่ฮกเกี้ยน  ราคา 40 พิเศษ 50 บาท
    ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางที่ดี

และในปัจจุบันอาหารพื้นเมืองภูเก็ตก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยสร้างชื่อ เสียงให้กับชาวภูเก็ตและเป็นสิ่งที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยว ภูเก็ตอีกด้วย และอาหารพื้นเมืองภูเก็ตที่เป็นอาหารแบบง่ายๆก็สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้มากมายจากการนำมาตกแต่งและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวอีกด้วย

สรุปการเสวนาอาหารพื้นเมืองภูเก็ต044

โครงการ “จิบน้ำชาเสวนา” เรื่อง “อาหารพื้นเมือง จังหวัดภูเก็ต”
รายวิชา Knowledge Management

เรียบเรียงโดย นางสาว อาลิษา ชอบงาม 5230212044  สาขา ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ปี 3

อาหารพื้นเมืองภูเก็ต
ภูเก็ตมีอาหารพื้นเมืองทั้งคาวและหวานที่มีรูปแบบ วิธีการปรุง และรสชาติแตกต่างจากที่อื่นหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ อย่างหนึ่งของภูเก็ต ที่ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมมาสัมผัสกับรสชาติของอาหารพื้นเมืองของภูเก็ต

อาหารพื้นเมืองภูเก็ต มี 2 ส่วน ได้แก่
–    อาหารพวกของคาว
–    อาหารพวกขนมหวาน
อาหารพวกของคาว ได้แก่
อาหารคนไทยภูเก็ต และ อาหารคนจีนภูเก็ต (ฮกเกี้ยน)
สมัยก่อนอาหารในภูเก็ตจะเป็นประเภทพวกผัก ที่คนจีนนำมาจากเมืองจีนและส่วนใหญ่มักจะเป็นประเภทพวกปลา อาหารทะเล และแป้ง เช่น เส้นหมี่  เส้นขนมจีน และหมู เพราะคนจีนชอบทานหมู
หมี่ฮกเกี้ยน เป็นเส้นหมี่เหลืองเส้นใหญ่นำมาผัดซีอิ้ว
โอตาว ใช้หอยนางรม ผัดกับแป้ง เผือก และไข่
โลบะ    เป็นเครื่องในหมูปรุงกับ เครื่องพะโล้ นำมาทอดรับประทานกับ เต้าหู้ทอดราดน้ำจิ้ม

ขนมหวาน มี 2 ประเภท คือ
ขนมหวานที่ใช้ในประเพณี และ ขนมหวานที่ทานกับกาแฟ เพราะ ประเทศจีนรับวัฒนธรรมจากฝรั่ง  เช่น
ขนมเต่า เป็นขนมที่ส่วนมากจะใช้ในงานพิธี เช่น สาร์ทจีน เทศกาลหรือประเพณีต่างๆในจังหวัดภูเก็ต  ขนมเต่าจะมีรูปร่างลักษณะคล้ายเต่า โดยในการทำขนมเต่านั้น จะเริ่มโดยการนำแป้งขนมเต่ามา แล้วนำไปใส่ไส้ที่เตรียมไว้ (ไส้ข้างในจะทำจากถั่วเหลือง)เมื่อใส่ไส้เข้าไปในแป้งแล้ว ก็จะมีการปั้นแป้งให้มีลักษณะคล้ายกลมๆรีๆ หลังจากนั้นนำไปกดในแป้นพิมพ์ที่เตรียมไว้ โดยที่ก่อนจะนำแป้งไปกดในแป้นพิมพ์ ในแป้นพิมพ์นั้นจะต้องใส่แป้งมันเข้าไปก่อน เพื่อที่จะให้แป้งติดกับแป้นพิมพ์ เมื่อนำแป้นออกมาจะมีรูปทรงที่คล้ายกับเต่า หลังจากนั้นก็นำแป้งไปวางไว้บนใบตองที่มีขนาดพอๆกับแป้ง แล้วนำไปนึ่ง จะได้ขนมเต่าออกมา ส่วนใหญ่จะใช้ไหว้ทุกวันขึ้น 1 ค่ำ กับ 15 ค่ำ คู่กับขนมถ้วยฟู แสดงถึง ความเจริญรุ่งเรือง และทานเป็นอาหารเช้า แสดงถึง อายุยั่งยืนนาน อยู่ดีมีสุข สุขภาพดี โชคดีตลอดกาล เป็นอาหารประจำวันได้  ขนมเต่าในปัจจุบันจะใช้เขียนแทนคำว่า ซ่อ ด้วยภาษาไทย เช่น โชคดี , สมหวัง , นำโชค เป็นต้น

อาหารภูเก็ตที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน
–    อันจู ถึ่ง หรือ มันฝรั่งต้มน้ำขิง อันจู แปลว่า มันฝรั่ง ถึ่ง แปลว่า น้ำ
–    ตู่โบ้ หรือ รวมมิตรภูเก็ต ตู่ แปลว่า หมู โบ้ แปลว่า อาหาร ซึ่งประกอบ ด้วยมันต้ม เผือก ฟักทอง และถั่วแดง เม็ดเล็กๆ (คนภูเก็ตเรียกว่า ถั่วย้อแย้) ต้มด้วยกะทิ
–    ฮูแชร์ หรือ สลัดจีน เน้น มันแกว , ผักบุ้ง , แตงกวา , ถั่วงอกลวก , ผักกาดหอม, หมึกแก้ว , เต้าหู้ ราดด้วยน้ำจิ้ม ประกอบด้วย น้ำส้มสายชู , พริก , น้ำตาล , กระเทียม , ตีเจียว(คล้ายเต้าหู้ สีน้ำตาล รสเปรี้ยว) ตำรวมกัน
–    อาจาด เป็นแกงชนิดหนึ่งที่รับอิทธิพลมาจาก ปีนัง , มะละกา ซึ่งเป็นอาหารเจ ประกอบด้วย แตงกวา , ถั่วฝักยาว , ผักบุ้ง(ใช้แต่ก้าน) รสชาติหวาน
–    ปลาแหนม เป็นอาหารคนไทยภูเก็ต
–    โอตาว โอ๋ แปลว่า หอยนางรม คล้ายหอยทอดแต่ไม่ใส่ถั่วงอก
–    หมี่หุ้นป้าฉ่าง ป้าฉ่าง คือคนที่ทำขายเป็นคนแรก จึงมีชื่อเรียกว่า “หมี่หุ้นป้าฉ่าง”
–    โลบะ ประกอบด้วย อวัยวะต่างๆของหมู นำไปต้มพะโล้ แล้วนำมาทอดอีกที และ เกี้ยน คือหมูสับ คลุกด้วยเครื่องเทศ ห่อด้วยเปลวมันหมู
–    เคยเค็มฮึก เป็นเคยเค็มตีเข้ากับไข่ ใส่กะทิ โรบหอมซอย , พริก แล้วนำไปนึ่ง
–    อิ้วปิ่ง เป็นอาหารในประเพณี ซึ่งคนภูเก็ตต้องทำไปแจกเด็กที่มีอายุครบ 1 เดือน ถ้าเป็นลูกชายต้องใส่ไข่แดงเพิ่ม ส่วนลูกสาว จะใส่ขนมเต่าแดงลงไป

อาหารที่หาทานยากในจังหวัดภูเก็ตปัจจุบัน
–    ข้าวยำภูเก็ต นำ กะปิ , เกลือ , น้ำตาลเล็กน้อย ฉิ้งฉ่าง(หรือกุ้งแห้ง) , พริกไทยดำ มาตำให้ละเอียด นำมาคลุกกับข้าว ทานคู่กับ ใบพาโหม , ใบมะกรูดหั่นฝอย
–    เกลือเคย คล้ายน้ำปลาหวาน ประกอบด้วย กะปิ , ฉิ้งฉ่าง(หรือกุ้งแห้ง) , ตำให้ละเอียด เติมด้วย ซีอิ้วหรือเกลือ และน้ำตาล, น้ำเปล่าเล็กน้อย ทานคู่กับ แตงกวา , เลือดหมู , สับปะรด

สรุปการเสวนาอาหารพื้นเมืองภูเก็ต003

โครงการ “จิบน้ำชาเสวนา” เรื่อง “อาหารพื้นเมือง จังหวัดภูเก็ต”
รายวิชา Knowledge Management

เรียบเรียงโดย นางสาววิมลทิพย์ อินทมะโน 5230212003 สาขา ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ปี 3

อาหารพื้นเมืองภูเก็ต มี 2 ส่วน
อาหารคนไทยภูเก็ต และ อาหารคนจีนภูเก็ต (ฮกเกี้ยน)
ในสมัยก่อนอาหารในภูเก็ตจะเป็นประเภทผักที่คนจีนนำมาจากเมืองจีน เป็นอาหารพื้นๆ ทานง่าย ปรุงง่าย และส่วนใหญ่จะเป็นประเภทปลา , อาหารทะเล เพราะมีพื้นที่ติดทะเล แป้ง เช่น เส้นหมี่ , เส้นขนมจีน และ หมู เพราะคนจีนชอบทานหมู

ขนมหวาน มี 2 ประเภท คือ
ขนมหวานที่ใช้ในประเพณี และ ขนมหวานที่ทานกับกาแฟช่วงเช้า เพราะ จีนรับวัฒนธรรมจากฝรั่งเมื่ออาณานิคม เช่น

ขนมเต่า ใช้ทั้งในงานประเพณีต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้ไหว้ทุกวันขึ้น 1 ค่ำ กับ 15 ค่ำ คู่กับขนมถ้วยฟู หรือ หวดโก้ย แสดงถึง ความเจริญรุ่งเรือง และทานเป็นอาหารเช้า แสดงถึง อายุยั่งยืนนาน อยู่ดีมีสุข สุขภาพดี โชคดีตลอดกาล ข้างในมีไส้ถั่วบด พิมพ์ของขนมเต่าทำจากไม้ มี 4 ด้าน แต่ละด้านมีชื่อเรียกต่างกัน เป็นอาหารประจำวันได้ ด้านที่ใช้บ่อยมีคำว่า “ซ่อ” เป็นภาษาจีน แปลว่า อายุยืน ด้านที่ 2 เป็นรูปท้ออายุวัฒนะ ใช้ไหว้เทวดาใช้คู่กับด้านที่ 3 เป็นรูปบันได ซึ่งเปรียบเสมือน “สะพาน” เพื่อขึ้นไปหาเทวดาบนสวรรค์ ด้านที่ 4 เหมือนกับหน้าด้านแรกแต่จะเป็นตัวเล็ก ขนมเต่าในปัจจุบันจะใช้เขียนแทนคำว่า ซ่อ ด้วยภาษาไทย เช่น โชคดี , สมหวัง , นำโชค เป็นต้น

อาหารภูเก็ตที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน
อันจู ถึ่ง หรือ มันฝรั่งต้มน้ำขิง อันจู แปลว่า มันฝรั่ง ถึ่ง แปลว่า น้ำ
ตู่โบ้ หรือ รวมมิตรภูเก็ต ตู่ แปลว่า หมู โบ้ แปลว่า อาหาร ซึ่งประกอบ ด้วยมันต้ม เผือก ฟักทอง และถั่วแดง เม็ดเล็กๆ (คนภูเก็ตเรียกว่า ถั่วย้อแย้) ต้มด้วยกะทิ
ฮูแชร์ หรือ สลัดจีน เน้น มันแกว , ผักบุ้ง , แตงกวา , ถั่วงอกลวก , ผักกาดหอม, หมึกแก้ว , เต้าหู้ ราดด้วยน้ำจิ้ม ประกอบด้วย น้ำส้มสายชู , พริก , น้ำตาล , กระเทียม , ตีเจียว(คล้ายเต้าหู้ สีน้ำตาล รสเปรี้ยว) ตำรวมกัน
อาจาด เป็นแกงชนิดหนึ่งที่รับอิทธิพลมาจาก ปีนัง , มะละกา ซึ่งเป็นอาหารเจ ประกอบด้วย แตงกวา , ถั่วฝักยาว , ผักบุ้ง(ใช้แต่ก้าน) รสชาติหวาน
ปลาแหนม เป็นอาหารคนไทยภูเก็ต
โอตาว โอ๋ แปลว่า หอยนางรม คล้ายหอยทอดแต่ไม่ใส่ถั่วงอก
หมี่หุ้นป้าฉ่าง ป้าฉ่าง คือคนที่ทำขายเป็นคนแรก จึงมีชื่อเรียกว่า “หมี่หุ้นป้าฉ่าง”
โลบะ ประกอบด้วย อวัยวะต่างๆของหมู นำไปต้มพะโล้ แล้วนำมาทอดอีกที และ เกี้ยน คือหมูสับ คลุกด้วยเครื่องเทศ ห่อด้วยเปลวมันหมู
เคยเค็มฮึก เป็นเคยเค็มตีเข้ากับไข่ ใส่กะทิ โรบหอมซอย , พริก แล้วนำไปนึ่ง
อิ้วปิ่ง เป็นอาหารในประเพณี ซึ่งคนภูเก็ตต้องทำไปแจกเด็กที่มีอายุครบ 1 เดือน ถ้าเป็นลูกชายต้องใส่ไข่แดงเพิ่ม ส่วนลูกสาว จะใส่ขนมเต่าแดงลงไป

อาหารที่หาทานยากในปัจจุบัน
ข้าวยำภูเก็ต นำ กะปิ , เกลือ , น้ำตาลเล็กน้อย ฉิ้งฉ่าง(หรือกุ้งแห้ง) , พริกไทยดำ มาตำให้ละเอียด นำมาคลุกกับข้าว ทานคู่กับ ใบพาโหม , ใบมะกรูดหั่นฝอย
เกลือเคย คล้ายน้ำปลาหวาน ประกอบด้วย กะปิ , ฉิ้งฉ่าง(หรือกุ้งแห้ง) , ตำให้ละเอียด เติมด้วย ซีอิ้วหรือเกลือ และน้ำตาล, น้ำเปล่าเล็กน้อย ทานคู่กับ แตงกวา , เลือดหมู , สับปะรด

ในปัจจุบัน แหล่งท่องเที่ยวในภูเก็ตมีผลกระทบต่ออาหารพื้นเมืองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นอาหารที่แปลกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว ทำให้เกิดรายได้สำหรับชาวภูเก็ต

สรุปการเสวนาอาหารพื้นเมืองภูเก็ต049

โครงการ “จิบน้ำชาเสวนา” เรื่อง “อาหารพื้นเมือง จังหวัดภูเก็ต”

รายวิชา Knowledge Management

เรียบเรียงโดย นายเกริกฤทธิ์ ศรีสันต์ 5230212049 สาขา ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ปี 3

อาหารพื้นเมืองภูเก็ต

อาหารของคนในจังหวัดภูเก็ตจะมีลักษณะอาหารคล้ายของคนจีนเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน โดยจังหวัดภูเก็ตจะมีอาหารพื้นเมืองหลากหลายชนิด ตั้งเเต่อาหารคาวและหวานที่มีรูปแบบโดยจะมีรูปแบบในการรับประทานที่เเบ่งอาหารจานหลักและอาหารจานรอง ส่วนใหญ่อาหารนั้นจะมีส่วนประกอบเป็นอาหารทะเล  แป้งจำพวกเส้นต่างและ หมู รสชาติของอาหารจะมีแตกต่าง ซึ่งนับเป็นจุดเด่นที่มีเอกลักษณ์อยของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งจะทำให้มีนักท่องเที่ยวหลายคนที่เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ตเเล้วจะต้องเดินทางมาลองพิสูจน์กับรสชาติของอาหารพื้นเมืองของภูเก็ต

เมณูอาหาร

หมี่หุ้นป้าฉ่าง
เป็นอาหารพื้นเมืองของภูเก็ตอีกอย่างหนึ่งที่นิยมรับประทานกัน คือ หมี่หุ้นผัดซีอิ๊วโรยหน้าด้วยหอมเจียวกับกุยซ่ายรับประทานกับน้ำซุปกระดูกหมู ที่ได้ชื่อว่าหมี่หุ้นป้าฉ่างเพราะ คนคิดสูตรอาหารนี้ขึ้นมาคือ ป้าฉ่าง ที่โรงหนังเฉลิมตัน(เดิม) ปัจจุบันคือบริเวณสี่แยกถนนเยาวราชตัดกับถนนดีบุก คนภูเก็ตจึงเรียกติดปากว่า หมี่หุ้นปาฉ่าง มีร้านให้เลือกรับประทานอยู่หลายร้าน
หมี่ฮกเกี้ยน
เป็นเส้น หมี่เหลืองกลม ใหญ่กว่าเส้นหมี่ธรรมดาลักษณะและขนาดใกล้เคียงเส้นโซบะของญี่ปุ่นนำมาผัดซี อิ้ว โดยมากมักผัดรวมกับหมู ไก่ และผักกวางตุ้ง ให้มีน้ำพอขลุกขลิก บางร้านจะเสริฟพร้อมกับผักกาดหอม หัวหอมแดง ผักกุ้ยช่าย อาจจะใส่ไข่ไปด้วยก็ได้ หากเป็นหมี่ฮกเกี้ยนแบบน้ำ ความอร่อยจะอยู่ที่น้ำซุป ซึ่งจะมีความหวานของกุ้งผสมอยู่ มีร้านให้เลือกรับประทานอยู่หลายร้าน

โลบะ
เป็นอาหาร ว่างยามบ่ายของคนภูเก็ต เป็นอาหารประเภทที่เน้นเครื่องในหมู เพิ่มเติมด้วย เต้าหู้ทอด และเกี้ยนทอด ซึ่งเป็นหมูบะช่อใส่เครื่องเทศจีนปรุงรสแล้วห่อด้วยฟองเต้าหู้ กินพร้อมน้ำจิ้ม มีร้านให้เลือกรับประทานอยู่หลายร้าน

ขนมจีนภูเก็ต
นิยมรับ ประทานเป็นอาหารเช้า มีน้ำแกง ให้เลือกหลายประเภท เช่นน้ำยา แกงไตปลา แกงปู น้ำพริก น้ำชุป(น้ำพริกกุ้งสด) โดยรับประทาน กับผักนานาชนิดพร้อมทั้งไข่ต้ม ปาท่องโก๋ และห่อหมก มีร้านให้เลือกรับประทานอยู่หลายร้าน
โอวต้าว
เป็นอาหาร ว่างสายฮกเกี้ยนปีนัง มีลักษณะคล้ายหอยทอด แต่แป้งจะมีลักษณะนุ่มกว่า ใช้หอยติบหรือหอยนางรมตัวเล็กและเผือกต้มสุกหั่นเป็นชิ้นขนาดลูกเต๋า เป็นเครื่องปรุงหลัก ผัดกับแป้งและไข่ บางคนเรียกว่าหอยทอดฮกเกี้ยน มีร้านให้เลือกรับประทานอยู่หลายร้าน

ขนมอาโป๊ง
อาโป๊งเป็น ขนมรับประทานกับชา กาแฟยามเช้า หรือหวันฉ่าย (ตอนบ่าย) ให้อยู่ท้องดับความหิว เป็นอาหารว่างง่ายๆได้อย่างหนึ่ง อาโป๊งทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย ไข่ไก่ เอาแต่ไข่แดง น้ำ น้ำกะทิ และยีสต์ผสมกันได้น้ำแป้งพักไว้ เวลาจะทานราดบนกระทะหลุมใบเล็ก กลิ้งน้ำแป้งให้เป็นแผ่นกลมทั่วกระทะ ทิ้งไว้บนเตาอั้งโล่ ควบคุมไฟปานกลาง ปิดฝาไว้สักพัก พอเหลืองลอกออกมาม้วนตั้งทิ้งไว้ แป้งแผ่นจะม้วนกลมอยู่ตัวกรอบแต่ตรงกลางนุ่มหนา

อาหารที่หาทานยากในปัจจุบัน

ข้าวยำภูเก็ต นำ กะปิ , เกลือ , น้ำตาลเล็กน้อย ฉิ้งฉ่าง(หรือกุ้งแห้ง) , พริกไทยดำ มาตำให้ละเอียด นำมาคลุกกับข้าว ทานคู่กับ ใบพาโหม , ใบมะกรูดหั่นฝอย

เกลือเคย คล้ายน้ำปลาหวาน ประกอบด้วย กะปิ , ฉิ้งฉ่าง(หรือกุ้งแห้ง) , ตำให้ละเอียด เติมด้วย ซีอิ้วหรือเกลือ และน้ำตาล, น้ำเปล่าเล็กน้อย ทานคู่กับ แตงกวา , เลือดหมู , สับปะรด

อันจู ถึ่ง หรือ มันฝรั่งต้มน้ำขิง อันจู แปลว่า มันฝรั่ง ถึ่ง แปลว่า น้ำ

ตู่โบ้ หรือ รวมมิตรภูเก็ต ตู่ แปลว่า หมู โบ้ แปลว่า อาหาร ซึ่งประกอบ ด้วยมันต้ม เผือก ฟักทอง และถั่วแดง เม็ดเล็กๆ (คนภูเก็ตเรียกว่า ถั่วย้อแย้) ต้มด้วยกะทิ

ฮูแชร์ หรือ สลัดจีน เน้น มันแกว , ผักบุ้ง , แตงกวา , ถั่วงอกลวก , ผักกาดหอม, หมึกแก้ว , เต้าหู้ ราดด้วยน้ำจิ้ม ประกอบด้วย น้ำส้มสายชู , พริก , น้ำตาล , กระเทียม , ตีเจียว(คล้ายเต้าหู้ สีน้ำตาล รสเปรี้ยว) ตำรวมกัน

สรุปการเสวนาอาหารพื้นเมืองภูเก็ต002

โครงการ “จิบน้ำชาเสวนา” เรื่อง “อาหารพื้นเมือง จังหวัดภูเก็ต”
รายวิชา Knowledge Management

เรียบเรียงโดย นางสาวพัชรินทร์ วารีศรี 5230212002 สาขา ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ปี 3

อาหารพื้นเมืองภูเก็ต
อาหารพื้นเมืองภูเก็ตเป็นอาหารที่รับประทานง่ายๆ ไม่เน้นรูปแบบหน้าตาความสวยงามแบบในปัจจุบัน ในปัจจุบันมีการนำอาหารต่างๆมาตกแต่งหน้าตาให้มีความสวยงามเนื่องจากอิทธิพลของการท่องเที่ยวและเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มของอาหาร ทำให้อาหารพื้นเมืองของภูเก็ตมีรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
อาหารคนภูเก็ตแบบชาวไทยพื้นเมือง
อาหารแบบฮกเกี้ยน (แบบจีน)

อาหารพื้นเมืองภูเก็ตมีหลายอย่างเช่น
หมี่หุ้นป้าฉ่าง
หมี่หุ้นป้าฉ่าง คือ หมี่หุ้นผัดซีอิ้วที่โรยหน้าด้วยหอมเจียวกับกุยช่ายจะรับประทานคู่กับน้ำซุปกระดูกหมู และที่ได้เรียกว่า หมี่หุ้นป้าฉ่างเพราะว่า คนขายที่คิดสูตรคนแรกมีชื่อว่า ป้าฉ่าง คนภูเก็ตจึงเรียกติดปากว่า หมี่หุ้นป้าฉ่างจนมาถึงปัจจุบัน

อาจาดภูเก็ต
คือแกงชนิดหนึ่ง ที่ประกอบไปด้วย แตงกวา ถั่วฟักยาว ผักบุ้ง ซึ่งเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากปีนัง

กูแช่
คือ สลัดแบบจีนที่มีผักสดหลายชนิด ประกอบไปด้วย มันแกว แตงกวา ถั่วงอกลวก ปลาหมึก ผักกาดหอม เต้าฮู้ นำมาหั่นรวมกันและรับประทานคู่กับน้ำจิ้ม
เกลือเคย
มีลักษณะคล้ายน้ำปลาหวานแต่ไม่ใช่น้ำปลาหวานในแบบปัจจุบัน มีส่วนประกอบคือ ฉิ่งฉ่าง กะปิ ซีอิ้ว เป็นต้น

โอต้าว
เป็นอาหารว่างแบบฮกเกี้ยนปีนัง มีลักษณะคล้ายหอยทอด แต่แป้งจะนุ่มกว่า ใช้หอยนางรมตัวเล็กและเผือกต้มที่สุกแล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆขนาดลูกเต๋า ผัดกับแป้งและไข่

 โลบะ
โลบะเป็นอาหารที่นิยมกินช่วงบ่ายของคนภูเก็ต เป็นอาหารประเภทเครื่องในหมูคลุกกับเครื่องมันเทศห่อกับเปลวมันหมู หรืออาจเพิ่มเติมด้วย เต้าฮู้มอดและเกี้ยวทอด

ปอเปี้ยะ
ปอเปี๊ยะของภูเก็ตนั้นจะต้องเป็นไส้มันแกวเท่านั้นและมีน้ำราดไม่เหมือนทั่วไป

หมี่ฮกเกี้ยน
เป็นอาหารประเภทเส้น เป็นเส้นหมี่เหลืองกลมๆจะใหญ่กว่าเส้นหมี่ธรรมดานำมาผัดกับซีอิ้ว ซึ่งโดยมากมักผัดรวมกับหมู ไก่ และผักกวางตุ้งให้พอมีน้ำขลุกขลิก แต่หากเป็นหมี่ฮกเกี้ยนแบบน้ำ จะเน้นความอร่อยอยู่ที่น้ำซุป

เคยเค็มอึก
นำเคยเค็มมาใส่กับไข่ ใส่กะทิ ใส่หัวหอมแล้วนำไปนึ่ง นิยมรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ

ปลาแนม
เป็นอาหารแบบไทยภูเก็ต

ข้าวยำภูเก็ต
เป็นอาหารพื้นเมืองที่ประกอบไปด้วยสมุนไพร ซึ่งมี หัวหอม ฉิ่งฉ่าง นำมาตำกับกะปิ แล้วนำมาคลุกกับข้าวสวยร้อนๆแล้วมีใบผาโหม ใบมะกรูด หั่นใส่เพิ่มลงไปแล้วสามารถรับประทานได้เลยไม่ได้มีน้ำราดแบบในปัจจุบัน และในปัจจุบันนี้ก็หารับประทานได้ยากแล้ว

โอเอ๋ว
โอเอ๋วเป็นอาหารชนิดของหวานเหมือนวุ้นแต่ไม่ใช่วุ้น มีส่วนผสมหลัก คือ เมล็ดโอเอ๋วกับกล้วยน้ำว้าสุก  ซึ่งเขาใช้เพียงน้ำกล้วยกับเมือกของเมล็ดโอเอ๋วเท่านั้น แล้วใส่เจี่ยกอเพื่อให้โอเอ๋วเกาะตัวเป็นก้อน และโอเอ๋วมีสรรพคุณช่วยแก้อาการร้อนในอีกด้วย

อังกู๋ (ขนมเต๋า)
เป็นขนมหวานที่ใช้ในประเพณีของคนภูเก็ตเป็นขนมที่อยู่คู่เมืองภูเก็ต ซึ่งขนมเต๋าจะแสดงถึงความมั่นคง    ศิริมงคล อายุยืนยาว และขนมจะมีสีแดงเป็นสีที่มีความสิริมงคลที่อยู่คู่กับเมืองภูเก็ต ซึ่งตัวพิมพ์จะมี 4 ด้าน ตัวพิมพ์จะมีคำว่า ซ๋อ แปลว่า อายุยืน และคนจีนมีความเชื่อว่าเต่าแดงจะเป็นยานพาหนะที่ดีในการเดินทางสู่พระเจ้า ซึ่งขนมเต๋าที่ดีนั้นจะต้องมีลายพิมพ์คำว่า ซ๋อ ให้ชัดเจน นิยมใช้ในเทศกาลไหว้เจ้า

และในปัจจุบันอาหารพื้นเมืองภูเก็ตก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับชาวภูเก็ตและเป็นสิ่งที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวภูเก็ตอีกด้วย และอาหารพื้นเมืองภูเก็ตที่เป็นอาหารแบบง่ายๆก็สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมายจากการนำมาตกแต่งและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวอีกด้วย

สรุปการเสวนาอาหารพื้นเมืองภูเก็ต020

บันทึก KM ของ นายปกรณ์ ผอมแก้ว รหัส 5230212020
บันทึก สรุปของนายปกรณ์ ผอมแก้ว
จากการที่ได้ศึกษาและเรียนรู้ในรายวิชา 140-353 Knowledge Management ผ่านไปเป็นระยะเวลา 1 ภาคเรียนการศึกษา ซึ่งทาให้ข้าพเจ้าได้นาความรู้ ทฤษฎีที่ได้เรียนไปนามาปรับใช้ ประยุกต์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การเรียน การทางาน ต่างๆมากมาย สามารถนามาใช้ จัดการ ข้อมูล แบ่งส่วนลาดับความสาคัญของการทางานต่างๆให้มีประสิทธิภาพ และประสบความสาเร็จในที่สุด ประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนใน class นั้น ข้าพเจ้าคิดว่าไม่เท่ากับประโยชน์ที่ได้รับจากประสบการณ์การปฏิบัติงานจริงของการจัด สัมมนา ที่ทางกลุ่มได้จัดขึ้น ซึ่งก็เห็นได้ว่า มีปัญหา อุปสรรค ต่างๆมากมาย ที่พบและแก้ไข ไม่ว่าจะเป็น การค้าหาวิทยากร ที่มีความสามารถและเหมาะสมกับโจทย์ที่เลือกขึ้นมา หรือ เรื่องของเวลาในการจัดงาน ที่ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ปัญหาเรื่องเวลาเป็นปัญหาที่ใหญ่และเกิดขึ้นกับทุกกลุ่มที่จัดงาน และนอกจากนั้น จะเป็นในด้านการบริหารงาน หรือ หน้าที่ในกลุ่มที่จะต้องแบ่งและเมื่อครบเสร็จสิ้นแล้ว ผลลัพธ์จะออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้น ประสบการณ์ที่ได้รับจากตรงนี้ จะเป็นแระสบการณ์ที่เรียกได้ว่า ความรู้ที่นาจากในทฤษฎีมาแก้ไขไม่ได้ แต่จะต้องขึ้นอยู่กับ การคิด แนวทางออก ที่ร่วมกันคิด ระดมความรู้ภายในกลุ่มจากทุกๆคนที่จะร่วมมือกัน ดังนั้น สิ่งสาคัญจากการเรียน การทางาน ปฏิบัติ หรือแม้แต่ทฤษฎี ข้าพเจ้ามองว่า หากอยากให้เกิดผลลัพธ์ที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมจะต้องลงมือปฏิบัติงานด้วยตัวเอง จึงจะได้รู้เข้าถึงว่าทาอย่างไรถึงจะนาเอาที่เรียนมาประยุกต์และปรับใช้กับการทางานให้ได้มากที่สุด และข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะบทเรียนชิ้นใหญ่โดยไม่ต้องท่องจา บทเรียนที่ว่าทาอย่างไรหากในการทางานครั้งต่อไปจะต้องให้มันไม่เกิดขึ้นหรือให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดให้จงได้ สุดท้ายข้าพเจ้าต้องขอขอบคุณอาจารย์ กิติมาพร ชูโชติ อาจารย์ผู้สอนและเป็นผู้คอยชี้แนะแนวทางในการดาเนินงานอีกทั้งคอยแนะนาความรู้ การทางานให้ข้าพเจ้าได้กระจ่างในแต่ละครั้งอีกด้วย
ขอขอบคุณ
นายปกรณ์ ผอมแก้ว